รู้จักสุนัขบูลด็อก (Bulldog) ดุไหม ลักษณะ และนิสัยเป็นยังไง
เขียนโดย: PtaLee
อัปเดตล่าสุด: 18 มีนาคม 2568
แชร์:

สุนัขที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บูลด็อก (Bulldog) คงเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่หลายคนนึกถึง ด้วยรูปร่างเตี้ยล่ำ ใบหน้าที่ดูบึ้งตึง แต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ และความน่ารัก ถึงแม้ปัจจุบันบูลด็อกจะเป็นสุนัขขี้อ้อน และอ่อนโยน แต่ในอดีตน้องเคยมีประวัติที่ดุเดือดกว่านั้นมาก จากสุนัขนักสู้ในสังเวียน กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของครอบครัวได้อย่างไร? มาทำความรู้จักประวัติของบูลด็อก ลักษณะ นิสัย และวิธีการเลี้ยงไปพร้อมกัน!
บูลด็อก ภาษาอังกฤษ | Bulldog |
|---|---|
บูลด็อก ชื่อวิทยาศาสตร์ | Canis lupus familiaris |

ประวัติ บูลด็อก
บูลด็อก (Bulldog) เป็นสุนัขสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ด้วยรูปร่างเตี้ย ล่ำ บึกบึน และใบหน้าที่ดูบึ้งตึงแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ โดยสุนัขบูลด็อกมีต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ ย้อนไปในราวศตวรรษที่ 13 เดิมทีบรรพบุรุษของบูลด็อกสืบเชื้อสายมาจากสุนัขโมโลสเซอร์ โดยถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในกีฬาสุดโหดที่เรียกว่า “บูลเบทติ้ง” (Bull-baiting) ซึ่งเป็นการให้สุนัขสู้กับวัวกระทิง ทำให้สุนัขบูลด็อกในยุคนั้นมีร่างกายที่สูงใหญ่แข็งแกร่ง ขากรรไกรทรงพลัง และความกล้าหาญสุดขีดมากกว่าบูลด็อกในปัจจุบันมาก
ชื่อบูลด็อก มีที่มาจากไหน
ส่วนชื่อบูลด็อก มาจากคำว่า Bull หมายถึง วัวกระทิง กับคำว่า Dog ที่แปลว่า สุนัข ซึ่งหมายถึง หมาที่ใช้สู้กับวัวกระทิงนั่นเอง อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1835 ประเทศอังกฤษได้ออกกฎห้ามจัดการแข่งขันกีฬาสุนัขสู้กับวัวอีก ดังนั้นกีฬานี้จึงถูกยกเลิกไป ส่งผลให้ต่อมาสุนัขบูลด็อกเกือบสูญพันธุ์
การพัฒนาสายพันธุ์บูลด็อก
ในเวลาต่อมานักเพาะพันธุ์สุนัขได้หันมาพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์บูลด็อก ให้มีรูปร่างที่เล็กลง มี นิสัยที่เป็นมิตร อ่อนโยนขึ้น ลดความก้าวร้าว ดุร้าย และทำให้น้องกลายมาเป็นสุนัขเลี้ยงที่เหมาะกับครอบครัวมากขึ้น ต่อมาในปี 1873 องค์กรการจัดการและจดทะเบียนสายพันธุ์สุนัขอังกฤษ The Kennel Club (UK) ได้จดทะเบียน และรับรองสายพันธุ์สุนัขบูลด็อกอย่างเป็นทางการ โดยเรียกกันว่า บริติช บูลด็อก, อิงลิช บูลด็อก หรือบูลด็อก
หลังจากนั้นสุนัขพันธุ์นี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักที่สหรัฐอเมริกา จนในปี 1890 ได้มีการก่อตั้ง Bulldog Club of America ขึ้นเพื่อส่งเสริมการเพาะพันธุ์สุนัขบูลด็อก ในปัจจุบัน บูลด็อกกลายเป็นสุนัขที่ได้รับความนิยมเลี้ยงทั้งในอังกฤษ และทั่วโลก เพราะน้องมีนิสัยอ่อนโยน รักเจ้าของ ซื่อสัตย์ แถมเข้ากับเด็กได้ดี แม้จะมีใบหน้าดูดุ แต่แท้จริงแล้วเป็นสุนัขสุดขี้อ้อน เพื่อนคู่ใจ และสมาชิกสุดเลิฟในครอบครัวของทุกคน

สุนัขบูลด็อก ลักษณะ และนิสัย
ข้อมูลเบื้องต้นของ สุนัขบูลด็อก
ข้อมูลสำคัญ | รายละเอียด | |
|---|---|---|
อายุเฉลี่ย | 8-12 ปี | |
ส่วนสูง | ตัวผู้ 12-18 นิ้ว | ตัวเมีย 12-15 นิ้ว |
น้ำหนัก | ตัวผู้ 24-25 กก. | ตัวเมีย 22-23 กก. |
ลักษณะขน | ขนสั้น ตรง เรียบ และเงางาม | |
จุดเด่น | หน้าย่น รูปร่างกำยำ ขนสั้น ขี้อ้อน อ่อนโยน และรักเจ้าของ | |
สุนัขบูลด็อก ลักษณะ
บูลด็อก สุนัขที่มีรูปร่างล่ำสัน ขาสั้น แต่เต็มไปด้วยพละกำลัง โดดเด่นด้วยศีรษะใหญ่ หน้าผากกว้างแบน ใบหน้าสั้น และมีรอยย่นเป็นเอกลักษณ์ ตาโต ใบหูทรงสามเหลี่ยมขนาดเล็กพับโค้งไปด้านข้าง จมูกสั้นเชิด มาพร้อมขากรรไกรล่างที่ยื่นออกมาทำให้ดูเหมือนหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา แต่กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัว ลำตัวกะทัดรัด กำยำล่ำสัน มีไหล่กว้าง หน้าอกลึก ส่วนหลังโค้งเล็กน้อยทำให้เวลาเดินดูเป็นเอกลักษณ์ ขนสั้น ตรง เรียบ เงางาม แน่นไปกับผิวหนัง และมีความนุ่มนิ่ม ขณะที่นั้นหางสั้น ทรงกลมมน และชี้โค้งเป็นเอกลักษณ์

สุนัขบูลด็อก มีกี่สายพันธุ์
บูลด็อก หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่าบริติช บูลด็อก หรืออิงลิช บูลด็อก จริงๆ แล้วมีทั้งหมดกี่สายพันธุ์กันแน่ สำหรับบูลด็อก (บริติช/อิงลิช บูลด็อก) มีแค่สายพันธุ์เดียว แต่สำหรับเครือญาติใกล้เคียง หรือหมาในตระกูลบูลด็อก ที่มีลักษณะเด่น หัวใหญ่ หน้าสั้น รูปร่างกำยำ และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อนั้นมีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน ดังนี้
- อเมริกัน บูลด็อก (American Bulldog) สุนัขที่มีขนาดตัวใหญ่ แข็งแรง และคล่องแคล่วกว่าอิงลิชบูลด็อก ใช้เป็นสุนัขเฝ้าฟาร์ม เฝ้าบ้าน หรือเพื่อนคู่ใจ
- เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog) มีขนาดตัวเล็กกะทัดรัด มาพร้อมใบหูตั้งทรงค้างคาว นิสัยขี้เล่น และชอบอยู่กับเจ้าของ อ่านเรื่องราวของเฟรนช์ บูลด็อกได้ที่นี่เลย
- โอลด์อิงลิช บูลด็อก (Olde English Bulldogge) สุนัขที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ในปี 1970 โดย David Leavitt เพื่อให้มีความคล้ายคลึงบูลด็อกอังกฤษยุคเก่า ซึ่งสุญพันธุ์ไปแล้ว แต่มีความแข็งแรง และสุขภาพดีกว่า
- วิคตอเรียน บูลด็อก (Victorian Bulldog) สุนัขที่มีความคล้ายกับอิงลิชบูลด็อก แต่มีขนาดตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย และมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่า
- แคมป์ตัน บูลด็อก (Campeiro Bulldog) หนึ่งในสายพันธุ์บูลด็อกหายากของประเทศบราซิล ซึ่ง เดิมทีถูกใช้เป็นสุนัขต้อนวัว และเฝ้าฟาร์มเนื่องจากมีความแข็งแรง อนทน และความสามารถในการทำงานสูง

สุนัขบูลด็อก มีกี่สี
สุนัขบูลด็อกมีกี่สี คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนสงสัย เพราะฉะนั้นเราจะไปหาคำตอบกันว่าแท้จริงแล้วสุนัขบูลด็อกมีทั้งหมดกี่สี และมีสีอะไรบ้าง ไปดูกัน สำหรับหมาบูลด็อกสีที่พบบ่อยคือ น้ำตาลอ่อน (Fawn), ขาว, น้ำตาลอมแดง, ดำแต้มขาว และ ขาวลายจุดสีอื่น (Piebald) แต่นอกจากสีเหล่านี้แล้วยังมีสีอื่นๆ ที่พบได้อีกเช่นกันดังนี้
- น้ำตาลแกมเหลือง
- สีดำ-น้ำตาล
- สีแดงเข้ม
- สีดำล้วน
- สีช็อกโกแลต
- สีเทาอมฟ้า
- ลายเสือ (Brindle) พื้นสีเข้ม ลายสีอ่อน

*สำหรับสีดำล้วน, สีเทาอมฟ้า และสีช็อกโกแลตเป็นสีที่หายาก และมีราคาสูง เนื่องจากพบได้ไม่บ่อยเท่าสีอื่นๆ*
สุนัขบูลด็อก นิสัย
เมื่อพูดถึงบูลด็อก หลายๆ คนมักคิด และตัดสินน้องไปแล้วว่าเป็นหมาที่ดุ และก้าวร้าว แต่ทว่าในความเป็นจริงบูลด็อกเป็นสุนัขที่มีนิสัยเป็นมิตร อ่อนโยน และรักเจ้าของสุดๆ ถึง แม้จะมีรูปร่างล่ำบึ้ก และใบหน้าดูดุ แต่ความเป็นจริงน้องเป็นหมาที่กระตือรือร้น ขี้อ้อน อารมณ์ดี และชอบคลอเคลียอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของ แต่บางครั้งก็แอบดื้อเงียบ และมีก้าวร้าวบ้างตามสัญชาตญาณสุนัขนักสู้ แต่หากได้รับการฝึกฝนที่ดีก็เป็นหนึ่งในหมาที่นิสัยน่ารักมากๆ มีความอดทนสูง แถมปรับตัวเข้ากับเด็ก หรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นได้ดีเหมาะกับเป็นสัตว์เลี้ยงครอบครัว ที่สำคัญน้องไม่ค่อยเห่ายกเว้นเจอสิ่งผิดปกติ หรืออยู่ในอันตราย ดังนั้นสามารถเลี้ยงในบ้าน หรือคอนโดได้สบาย

สุนัขบูลด็อกเลี้ยงยากไหม พร้อมวิธีดูแล
ใครอยากเลี้ยงสุนัขบูลด็อกบ้าง เชื่อว่ามีหลายคนอยากเลี้ยง แต่ก็แอบกลัวว่าจะเลี้ยงไม่ไหว เพราะไม่แน่ใจว่าน้องเลี้ยงยากไหม และต้องดูแลอะไรบ้าง ไม่ต้องกลัววันนี้เอ็นโซ่จะพาไปดูว่าการจะเลี้ยงหมาบูลด็อกสักตัวต้องเลี้ยงยังไง และต้องดูแลอะไรบ้าง พร้อมแล้วไปดูกันเลย
- การฝึก ถึงแม้สุนัขบูลด็อกจะเป็นหมาที่ฉลาด แสนรู้ แต่ก็แอบดื้อเงียบ ดังนั้นการฝึกจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และอาจต้องใช้ความอดทนพอสมควร โดยควรฝึกตั้งแต่ยังเด็กเพื่อให้เชื่อฟัง และทำตามคำสั่ง เช่น นั่ง รอ ขอมือ ไป มา หรือปล่อย เป็นต้น นอกจากนี้ควรฝึกเรื่องการเข้าสังคมเพื่อที่น้องจะได้เข้ากับสัตว์อื่นๆ ได้ดี
- การกรูมมิ่ง การแปรงขน ด้วยบูลด็อกมีขนที่สั้น และเรียบดังนั้นจึงไม่ต้องดูแลอะไรมากเพียงแค่หมั่นแปรงขนให้น้องเป็นประจำครั้งละ 10 นาที 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อกำจัดขนที่หลุดร่วง และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด การทำความสะอาดรอยย่นบนใบหน้า และร่างกายคือสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากรอยย่นเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมความชื้น และเชื้อโรคจึงควรทำความสะอาดเป็นประจำด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น หรือน้ำเกลือแล้วเช็คบริเวณรอยย่น ทุกๆวัน ป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรก การอาบน้ำไม่ต้องอาบบ่อยแค่ 2-4 สัปดาห์ครั้ง ส่วนการดูแลเล็บ ควรตัดทุกๆ 2-3 สัปดาห์ และใบหูเป็นแหล่งสะสมของความชื้นควรเช็คทำความสะอาดทุกๆ สัปดาห์ป้องกันการติดเชื้อโรค
- การออกกำลังกาย สำหรับสุนัขบูลด็อกควรเน้นการออกกำลังกายในระดับปานกลาง เช่น เดินเล่น เล่นคาบจานร่อน หรือสเก็ตบอร์ด เป็นต้น เพราะโครงสร้างของหมาพันธุ์นี้เป็นหมาหน้าแบน จมูกสั้นทำให้หายใจลำบากการออกกำลังกายที่หนักเกินไปอาจทำให้น้องหายใจไม่ทันได้ และไม่ควรให้น้องทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายในสภาพอากาศที่ร้อน หรือเย็นเกินไปเพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ
- อาหาร เน้นอาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์ และพืชเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก กล้ามเนื้อ รวมไปถึงเส้นขน แต่ก็ไม่ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนอย่างเดียวควรเป็นอาหารที่มีคุณค่าครบหลักโภชนาการ สำหรับปริมาณต่อวันสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อความเหมาะสมตามอายุ และน้ำหนักตัวเพื่อสุขภาพที่ดีของน้อง

โรคที่พบบ่อยในสุนัขบูลด็อก
แม้ว่าสุนัขบูลด็อกจะเคยเป็นหมาในกีฬาต่อสู้มาก่อน ดังนั้นน้องน่าจะแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย แต่จริงๆ แล้วน้องก็มีโรคประจำพันธุ์ที่ต้องระวัง ดังนี้
- โรคทางเดินหายใจผิดปกติในสุนัขและแมวพันธุ์หน้าสั้น (Brachycephalic Obstructive Airway Syndrome (BOAS)) เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายบริเวณใบหน้า ทำให้หายใจยากลำบากกว่าปกติ และเสี่ยงขาดออกซิเจนได้ง่ายถึงขั้นเสียชีวิตได้
- โรคตาแห้ง (Dry Eye (Keratoconjunctivitis Sicca)) เกิดจากความผิดปกติของฟิล์มน้ำตาที่เคลือบตาอยู่ลดลง ทำให้ตาแห้งเหลือแต่ไขมัน และเมือกอยู่บริเวณตา ซึ่งอาจส่งผลต่อกระจกตา และเยื่อตาขาวอักเสบได้
- โรคเชอร์รี่อาย (Cherry Eye) เกิดจากความผิดปกติของเยื่อเปลือกตาที่สามซึ่งมีอยู่ในดวงตาของสุนัข และแมวทุกตัว ทำให้เกิดก้อนกลมๆ ขึ้นบริเวณหัวตา อาจทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้
- โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Luxation) เกิดจากกระดูกสะบ้าเคลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งหัวเข่า ทำให้ปวด กล้ามเนื้อขาลีบ และเดินกะเผลก
- โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip Dysplasia) เกิดจากอาการปวดบริเวณข้อสะโพก ทำให้ลุกนั่งลำบาก และเดินกะเผลก
- โรคข้อศอกเจริญผิดปกติ (Elbow Dysplasia) เกิดจากความผิดปกติบริเวณข้อศอกซึ่งมาจากการพัฒนาของกระดูกที่ไม่สมดุล ทำให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่การเสื่อมของข้อศอกได้
- โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Intervertebral Disc Disease) เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนไปทับเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวด เคลื่อนไหวได้ไม่เป็นปกติ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอัมพาตได้เลย

เลี้ยงสุนัขบูลด็อก ดีไหม?
ใครยังลังเลไม่รู้ว่าจะเลี้ยงสุนัขบูลด็อกดีไหม จะเลี้ยงไหวรึเปล่า ลองมาดูข้อดี-ข้อเสียของสุนัขบูลด็อกที่ ENNXO สรุปมาให้ก่อน เผื่อจะช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งข้อดี และข้อเสียของน้องมีอะไรบ้างมาดูกัน
ข้อดีของสุนัขบูลด็อก
- อ่อนโยน เป็นมิตร
- ขี้เล่น อารมณ์ดี
- รักเจ้าของ
- ปรับตัวเก่ง
- ไม่เห่าบ่อย
ข้อเสียของสุนัขบูลด็อก
- ดื้อเงียบ
- ก้าวร้าวบ้าง ตามสัญชาตญาณหมานักสู้
- มีปัญหาเรื่องการหายใจ
- น้ำลายไหลเยอะ
- ต้องดูแลทำความสะอาดรอยย่นเป็นพิเศษ

Q&A คำถามที่พบบ่อยในสุนัขบูลด็อก
ใครสงสัยบ้างว่าสุนัขบูลด็อกอยู่ได้กี่ปี? บริติช บูลด็อก ดูแลยากไหม? หรืออิงลิช บูลด็อก ดุไหม? มาดูคำถามยอดฮิตของสุนัขบูลด็อกกันว่ามีอะไรบ้าง
เป็นยังไงกันบ้างกับเรื่องราวของสุนัขบูลด็อก บอกเลยว่าเป็นหมารูปร่างกำยำ ดูดุ แต่จริงๆ นิสัยน่ารัก ขี้เล่น แสนรู้ และเข้าสังคมเก่ง ที่สำคัญมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยหลักๆ คำว่าบูลด็อกหมายถึง สุนัขอิงลิช บูลด็อก หรือบริติช บูลด็อก หมาที่มีความจ้ำม่ำ น่ากอดเล่นสุดๆ ใครได้เห็นเป็นต้องหลงรักสุนัขหน้าย่นพันธุ์นี้จนอยากหามาเลี้ยงเป็นเพื่อนคู่ใจสักตัว หรือเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว

สำหรับใครกำลังตามหาน้องบูลด็อกอยู่มาดูได้ที่ ENNXO ตลาดซื้อขายหมาบูลด็อกออนไลน์ ที่นี่มีหมาบูลด็อกมากมาย ทุกสี ทั้งตัวผู้ ตัวเมีย และลูกหมาบูลด็อกให้เลือกดู และเปรียบเทียบเรทราคาได้ด้วย หรืออยากมาลงขายหมาบูลด็อกก็ทำได้ง่ายๆ แถมฟรี คิดจะซื้อ และลงขายสุนัขบูลด็อกต้อง ENNXO ครบเครื่องเรื่องน้องหมา









